โปรแกรม Oligio คือเทคโนโลยียกกระชับผิวจากประเทศเกาหลีใต้ ที่ใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (Radio Frequency – RF) ในรูปแบบ Monopolar RF ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวเรียบเนียนและเต่งตึงขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใบหน้ากระชับอย่างเป็นธรรมชาติ
ในบทความนี้ เป็นบทสรุปที่เข้าใจง่ายเกี่ยวกับโปรแกรม Oligio ประกอบไปด้วย หลักการทำงาน ข้อดี-ข้อเสีย ไปจนถึงการเปรียบเทียบกับเทคโนโลยียกกระชับอื่น ๆ อย่าง Thermage และ HIFU ปัญหาผิวแบบไหนที่เหมาะกับการทำ Oligio ?
โปรแกรม Oligio คืออะไร ?
Oligio เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ใช้ คลื่นวิทยุแบบ Monopolar RF โดยใช้คลื่นความถี่ 6.78 MHz ที่สามารถส่งพลังงานลงลึกถึง ชั้นหนังแท้จนถึงชั้นไขมัน ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวดูเต่งตึง อ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมช่วยปรับรูปหน้าให้กระชับขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด
หลักการทำงานของ Oligio
Oligio ทำงานด้วยหลักการส่งคลื่นวิทยุความถี่ Monopolar RF 6.78 MHz ร่วมกับเทคโนโลยี W-SIM (Skin Impedance Matching Technology) ที่ช่วยส่งพลังงานลงสู่ชั้นผิวหนังได้แม่นยำขึ้น โดยมีกลไกการทำงานที่สำคัญ 3 ขั้นตอนหลักดังนี้
1. การสร้างความร้อน : คลื่น RF จะสร้างความร้อนประมาณ 40-60 องศาเซลเซียสในชั้นผิวหนังแท้และชั้นไขมัน ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมในการสลายไขมัน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ โดยไม่ทำลายเซลล์ผิว
2. การเปลี่ยนแปลงโมเลกุลไขมัน : ความร้อนจากคลื่น RF ทำให้โมเลกุลของเซลล์ไขมันเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรวดเร็ว ทำให้เซลล์ไขมันแตกตัวและถูกกำจัดออกไปตามกระบวนการธรรมชาติของร่างกาย
3. การหดตัวของเส้นใยคอลลาเจน : ความร้อนที่เกิดขึ้นทำให้เส้นใยคอลลาเจนที่มีอยู่เดิมหดตัวทันที และกระตุ้นให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ต่อเนื่องเป็นเวลา 6-8 เดือนหลังทำ
ขณะที่คลื่น RF ทำงาน ระบบทำความเย็นจะควบคุมอุณหภูมิที่ผิวหนังชั้นนอกให้อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันผิวไหม้ พร้อมมีระบบสั่นที่ช่วยกระจายความร้อน ลดความรู้สึกเจ็บ ทำให้คนไข้รู้สึกสบายตัวขณะทำ
โปรแกรม Oligio ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?
- ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย ทำให้ผิวแน่นเฟิร์มจากคอลลาเจนใหม่
- ช่วยลดริ้วรอยและกระชับรูขุมขน ทำให้ผิวมีความเรียบเนียนและดูสุขภาพดีขึ้น
- ช่วยลดไขมันส่วนเกินใต้ชั้นผิว ลดเหนียง ลดไขมันแก้ม และส่วนอื่น ๆ ตามร่างกาย
- แก้ปัญหาหนังตาตก เปลือกตาตก คิ้วตก หรือมุมปากตก
- ปรับกรอบหน้าชัด ทำให้รูปหน้าเล็กลง มีรูปทรงวีเชฟมากขึ้น
- ชะลอการเกิดปัญหาหย่อนคล้อยตามวัย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการป้องกันก่อนที่ปัญหาผิวจะรุนแรง
โปรแกรม Oligio ทำบริเวณใดได้บ้าง ?
อีกหนึ่งจุดเด่นของ Oligio คือเป็นนวัตกรรมที่สามารถยกกระชับได้ทุกส่วนของร่างกาย โดยบริเวณที่ได้รับความนิยมมีดังนี้
- บริเวณใบหน้า
– หน้าผากและรอบดวงตา
– แก้มและโหนกแก้ม
– กรอบหน้าและขากรรไกร
– ใต้คางและบริเวณเหนียง - บริเวณลำคอ
– ลำคอส่วนหน้า
– ลำคอส่วนข้าง
– รอยพับคอ - บริเวณร่างกาย
– ต้นแขนที่มีผิวหย่อนคล้อย
– หน้าท้องที่มีผิวหย่อนหรือมีไขมันส่วนเกิน
– สะโพกและต้นขา
โปรแกรม Oligio เหมาะกับใครบ้าง ?
- ปัญหาผิวหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยเฉพาะบริเวณแก้ม และกรอบหน้า
- ปัญหาริ้วรอยตื้นถึงปานกลาง เช่น รอยเหี่ยวย่นบริเวณหน้าผาก รอยตีนกา และร่องแก้ม
- ปัญหารูขุมขนกว้าง หน้าไม่เรียบเนียน
- ปัญหาผิวหมองคล้ำ ขาดความกระจ่างใส
- ปัญหาไขมันส่วนเกินบริเวณแก้ม มีเหนียงใต้คาง กรอบหน้าไม่ชัด
- ปัญหาหนังตาตก มุมปากตกเล็กน้อย
- ปัญหาผิวคอหย่อนคล้อย มีริ้วรอย
- ปัญหาผิวขาดความยืดหยุ่น ไม่กระชับ
โปรแกรม Oligio ควรทำกี่ช็อตจึงจะเหมาะสม ?
- ปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย/เริ่มต้น (อายุ 20-30 ปี): 300-400 ช็อต เน้นยกกระชับเฉพาะจุดที่มีปัญหา
- ปัญหาผิวหย่อนคล้อยปานกลาง (อายุ 30-40 ปี): 600-900 ช็อต เน้นยกกระชับทั่วใบหน้า ลดเหนียง
- ปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก (อายุ 40 ปีขึ้นไป): 1,200 ช็อต เน้นยกกระชับทั่วใบหน้า ลดเหนียง ยกกระชับลำคอ
จุดเด่นของโปรแกรม Oligio
- เจ็บน้อยขณะทำหัตการ: มีระบบ Vibration ช่วยลดความเจ็บขณะรับการรักษารวมไปถึงระบบ Cooling System ที่ช่วยปกป้องผิวชั้นนอกและช่วยส่งพลังงานความถี่สูงไปยังผิวชั้นลึก
- ทำหัตถการได้อย่างรวดเร็ว: ด้วยระบบ Auto และ ขนาดของ Face Tip ที่ใช้เวลาในการรักษาเพียง 30 นาที ต่อ 600 ช็อต
- ปลอดภัยสูง: ระบบ Real-Time Temperature Monitoring ช่วยวัดอุณหภูมิของผิว ช่วยลดความเสี่ยงของการเบิร์นขณะทำการรักษา
- ปรับแต่งได้: สามารถเลือกใช้ได้ถึง 3 โหมดการรักษา ได้แก่โหมด Single / Double / Auto ทำให้สามารถปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมในการรักษา
รีวิวผลลัพธ์หลังทำโปรแกรม Oligio
(ใช้เป็นตัวอย่าง ผลจากการเข้ารับการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย)
เปรียบเทียบ Oligio กับ เครื่องยกกระชับอื่น ๆ
Oligio VS Hifu 7D, Ultraformer III, HIFU MPT
- เทคโนโลยี : Oligio ใช้คลื่นวิทยุ RF ส่วน Hifu Ultraformer ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูง
- ความแตกต่าง :
- Hifu สามารถเข้าถึงความลึกได้มากกว่า โดยเฉพาะถึงชั้น SMAS (4.5 มม.)
- Oligio มีความร้อนประมาณ 40-60 องศาเซลเซียส ขณะที่ Hifu สร้างความร้อนสูงถึง 60-70 องศาเซลเซียส
- Hifu เน้นการยกกระชับผิวโดยตรง ส่วน Oligio มีผลต่อการลดไขมันและกระชับผิวไปพร้อมกัน
- Hifu มีความหลากหลายในการปรับระดับความลึกมากกว่า ทำให้รักษาได้ครอบคลุมทุกชั้นผิว
Oligio VS Morpheus8
- เทคโนโลยี : ทั้ง Oligio และ Morpheus8 ใช้คลื่นวิทยุ RF แต่วิธีการนำส่งพลังงานต่างกัน
- ความแตกต่าง :
- Morpheus8 ใช้เข็มขนาดเล็กในการนำส่งพลังงาน RF ลงสู่ชั้นผิวลึก ขณะที่ Oligio ไม่ใช้เข็ม
- Morpheus8 พลังงานลงลึกถึง 4.0 มม. ขณะที่ Oligio เข้าถึงความลึกน้อยกว่า
- Morpheus8 มีระยะเวลาฟื้นตัวนานกว่าเนื่องจากใช้เข็ม อาจมีรอยแดงหรือจุดเลือดออกเล็กน้อย
- Oligio เหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการพักฟื้น เจ็บปวดน้อย
- Morpheus8 ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าในการปรับโครงสร้างผิวและรักษารอยแผลเป็น
การเตรียมตัวก่อนทำโปรแกรม Oligio
- ปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินสภาพผิวและความเหมาะสมในการทำ Oligio
- แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และหัตถการเสริมความงามที่เคยทำมาก่อนหน้า
- แจ้งความคาดหวังและเป้าหมายที่ต้องการจากการทำ Oligio
- งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรด AHA, BHA, เรตินอล หรือสารที่ทำให้ผิวบางลงอย่างน้อย 3-5 วันก่อนทำ
- หลีกเลี่ยงการขัดหน้าหรือใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว 1 สัปดาห์ก่อนทำ
- หลีกเลี่ยงการอาบแดดหรือใช้เครื่องอบผิวอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนทำ
- หลีกเลี่ยงการทำทรีตเมนต์ยกกระชับผิวอื่น ๆ ในบริเวณเดียวกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนทำ
- ไม่ควรฉีด Botox หรือ Filler ในบริเวณที่จะทำ Oligio ภายใน 2 สัปดาห์ก่อนทำ
วิธีดูแลตัวเองหลังทำโปรแกรม Oligio
- หลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อนล้างหน้าหรืออาบน้ำร้อนในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
- หลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่า อบไอน้ำ หรือแช่น้ำร้อนในช่วง 48 ชั่วโมงแรก
- ทาครีมกันแดด SPF 50+ ทุกวัน แม้อยู่ในร่ม เพื่อป้องกันผิวจากรังสี UV ที่ทำลายคอลลาเจน
- ดื่มให้เพียงพอ อย่างน้อย 2-3ลิตร/วัน เพื่อช่วยในกระบวนการฟื้นฟูผิว
- หลีกเลี่ยงการขัดหน้าหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดผลัดเซลล์ผิวในช่วง 7 วันแรก
- หลีกเลี่ยงการอาบแดดหรือใช้เครื่องอบผิวในช่วง 7 วันแรก
- งดสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากทำลายคอลลาเจนในผิว
ใครที่ไม่เหมาะในการทำโปรแกรม Oligio
- ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับ โรคผิวหนังเฉพาะที่ เช่น โรคสะเก็ดเงิน, โรคเริม หรือการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง
- ผู้ที่มีอุปกรณ์ฝังในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) หรือโลหะฝังอยู่บริเวณที่ทำการรักษา
- หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในระหว่างให้นมบุตร
- ผู้ที่มีโรคเรื้อรังรุนแรง เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ หรือโรคหัวใจขั้นรุนแรง
- ผู้ที่มีปัญหาเลือดออกง่าย หรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants)
- ผู้ที่เพิ่งได้รับการทำหัตถการทางความงามอื่น ๆ ในบริเวณเดียวกัน เช่น การฉีดฟิลเลอร์ หรือโบท็อกซ์ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังทำโปรแกรม Oligio
- รอยแดงเล็กน้อยบริเวณที่ทำ จะหายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมง
- ผิวตึงหรือชาเล็กน้อย อาการจะหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมง
- บวมเล็กน้อย โดยเฉพาะรอบดวงตาหรือริมฝีปาก จะหายไปเองภายใน 1-2 วัน
- อาการระคายเคืองหรือรู้สึกอุ่นบริเวณที่ทำ จะค่อยๆ หายไปเองภายใน 2-3 ชั่วโมง
- อาจมีอาการผิวแห้งตึงในช่วง 1-2 วันหลังทำ
- อาจเกิดรอยช้ำเล็กน้อยในบริเวณที่ผิวบอบบาง จะหายไปเองภายใน 5-7 วัน











