บริการของเรา - เลเซอร์หน้าใส

เลเซอร์หน้าใส คืออะไร?

เลเซอร์หน้าใส คือ การยิงพลังงานเลเซอร์ไปยังบริเวณผิวหน้าที่ต้องการเพื่อให้เซลล์ผิวเก่าผลัดได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่เผยผิวใสขึ้น โดยเลเซอร์จะจับกับเม็ดสีเมลานิน ของผิวโดยไม่ทำลายผิวบริเวณอื่นๆ หลังทำเลเซอร์ไปแล้ว จำเป็นต้องเลี่ยงแดดซึ่งเป็นตัวการทำให้ผิวหมองคล้ำลงนั่นเอง

ปัจจุบันเลเซอร์หน้าใสจัดเป็นการเสริมความงามที่ได้รับความนิยมอย่างมากไม่เพียงแต่ในกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น แต่ทุกคนไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายที่ต้องการให้ผิวหน้าและผิวกายมีความสดใสเปล่งปลั่งก็มักจะมารับบริการเลเซอร์หน้าใสด้วยกันทั้งนั้น

ประโยชน์ของเลเซอร์หน้าใส

เลเซอร์หน้าใสไม่ได้มีส่วนช่วยแค่ทำให้ผิวสว่างกระจ่างใสขึ้น แต่ยังเป็นตัวช่วยในปัญหาด้านอื่นๆ ด้วย เช่น

  • ลดรอยแดงและรอยดำจากสิว
  • ลดรอยดำที่เกิดจากรอยแผลเป็นที่หายดีแล้ว แต่ยังทิ้งร่องรอยหมองคล้ำไว้บางจุดของผิวหนัง
  • ลดริ้วรอยเล็กๆ บนใบหน้า
  • กระชับรูขุมขนให้เล็กลง
  • ปรับผิวที่ไม่สม่ำเสมอ โดยอาจเกิดจากรอยสิว หรือผิวที่หมองคล้ำเพียงบางส่วนให้กระจ่างใสสม่ำเสมอเท่าๆ กัน

เลเซอร์หน้าใสช่วยแก้ปัญหาผิวเรื่องใดบ้าง

ปัญหาหลักๆ ที่ทำให้หลายคนต้องมาใช้บริการเลเซอร์หน้าใสนั้นไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่เกิดมาจากปัจจัยที่อยู่รอบๆ ตัวเรานี้เอง ไม่ว่าจะเป็น

  • ฝุ่นละออง
  • สิ่งสกปรกที่ลอยมาในอากาศแล้วมาสัมผัสใบหน้า
  • แสงแดดที่ส่องมายังผิวหนังทุกๆ วัน
  • สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ไม่มีความชุ่มชื้น
  • กิจวัตรประจำวันที่ละเลยการดูแลผิว เช่น ไม่ล้างหน้าดูแลผิวให้สะอาด ไม่ทาโลชั่นเสริมความชุ่มชื้น

 

จากตัวอย่างปัจจัยทั้งหมดนี้ ล้วนมีส่วนทำให้ผิวของคุณแห้งกรัง ก่อนจะนำมาซึ่งความหมองคล้ำจากปัญหาผิวขาดความชุ่มชื้น

นอกจากนี้น้ำมันธรรมชาติและสิ่งสกปรกที่หมักหมมอยู่บนผิว ไม่ได้รับการชำระออกจนสะอาดก็เป็นตัวการที่ทำให้เกิดสิวตามมา และถึงแม้คุณจะไม่ได้บีบหรือแตะต้องสิวเลย แต่มันก็มีส่วนทำให้เกิดรอยแดงและรอยดำบนผิวของคุณได้จนขาดความกระจ่างใสและสีผิวไม่สม่ำเสมอกัน

เลเซอร์หน้าใสที่เมอร์ซี่คลินิกมีกี่แบบ ต่างกันอย่างไร ?

เลเซอร์หน้าใสนั้นมีอยู่หลากหลายนวัตกรรมเลเซอร์ มีหลักการทำงานและตัวเครื่องที่แตกต่างกันไป โดยแต่ละแบบก็จะมีข้อดี และความเหมาะผสมกับปัญหาของผิวที่แตกต่างกันไป ซึ่งเลเซอร์หน้าใสที่ Mersi Clinic นั้น จะมีทั้งหมด 4 แบบด้วยกัน ดังนี้

  • IPL คือพลังงานแสงที่มีช่วงคลื่นแสงกว้าง ความยาวคลื่นเริ่มตั้งแต่ 420 นาโนเมตร ถึง 1,200 นาโนเมตร จึงรักษาปัญหาผิวหน้าได้ครอบคลุมภายในครั้งเดียว เพราะปัญหาผิว อาทิ ริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ และรอยแดงต่าง ๆ จะใช้ความยาวคลื่นไม่เท่ากัน ดังนั้นคลื่นแสง IPL จึงช่วยรักษาปัญหาต่าง ๆ ได้ทั่วทั้งใบหน้า
  • Q-switch คือ เลเซอร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาฝ้า กระ รอยดำ โดยหลักการทำงาน Q-switch คือ การใช้คลื่นแสงที่มีความหนาแน่นและความเข้มข้นสูง ด้วยความยาวคลื่นแสง 532 และ 1064 นาโนเมตร เพื่อทำให้เม็ดสีที่อยู่ภายใต้ชั้นผิวหนังกระจายตัวออก จากนั้นเม็ดเลือดขาว จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดสีที่ผิดปกติ และขับออกจากร่างกายด้วยการตกสะเก็ดและหลุดลอกออกไป

    การทำ Q-switch จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการทำ IPL เพราะมีคลื่นแสงมากกว่าถึง 8 เท่า โดยปกติแล้วการรักษาผิวหน้าด้วย Q-switch ให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดควรรักษาต่อเนื่อง 3-6 ครั้ง และเข้ารับการรักษาทุกๆ 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ก็คืออยู่กับสภาพผิวของผู้ที่รับการรักษาด้วย เนื่องจากบริเวณผิวที่แตกต่างกัน จะมีความตื้นลึกของเซลล์เม็ดสีไม่เท่ากัน 

  • Pico Laser คือ เครื่องเลเซอร์นวัตกรรมที่ได้นำเทคโนโลยีด้านการรักษาเรื่องผิวโดยเฉพาะ ซึ่งตัวเทคโนโลยีตัวใหม่มีชื่อเรียกว่า Picosecond โดยหลักการทำงาน คือ รักษาเม็ดสีใต้ชั้นผิวหนัง (Hyperpigmentation) ซึ่งสามารถรักษาได้ทั้ง ฝ้า กระ จุดด่างดำ หลุมสิว แม้กระทั่งการนำมาใช้ลบรอยสัก ตัวเครื่องจะปล่อยพลังงานเลเซอร์ในระดับความถี่ Picosecond ที่มีความเร็วกว่า 1 ต่อล้านล้านวินาที และยิงได้อย่างแม่นยำ เฉพาะเจาะจงกับจุดที่ยิง

    โดยการรักษาด้วยตัวเครื่อง Pico Laser จะเข้าไปทำลายกลุ่มของเม็ดสีให้เกิดการแตกตัวและมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ทำให้ผลลัพธ์ของการรักษาส่งผลประสิทธิภาพดี เม็ดสีแตกตัวได้อย่างรวดเร็ว กระตุ้นการทำงานของคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวขาวกระจ่างใส  สามารถเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เลเซอร์

  • CO2 Laser เป็นเลเซอร์ที่อยู่ในกลุ่มเลเซอร์พลังงานสูง ซึ่งหลักการคือ กำจัดส่วนเกินที่ไม่ต้องการ เช่น กระเนื้อ , ไฝ , ไฝนูน , ขี้แมลงวัน , ติ่งเนื้องอก , สิวอุดตันหัวปิด , สิวข้าวสาร , หูด ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในด้านประสิทธิภาพของการรักษา และความปลอดภัย โดยพลังงานของเครื่องแสงอินฟราเรดที่ผลิตจากเครื่องเลเซอร์ จะถูกดูดซับโดยน้ำที่เป็นส่วนประกอบในชั้นผิวหนังกำพร้า และหนังแท้ ทำให้เกิดความร้อนสูงในตำแหน่งที่ต้องการรักษา ทำให้ส่วนเกินที่ไม่ต้องการหลุดลอกออกไป

ใครไม่เหมาะกับการเลเซอร์หน้าใส?

ผู้ที่ไม่เหมาะสำหรับการเลเซอร์หน้าใส อาจต้องปรึกษาแพทย์หรือเลื่อนช่วงเวลาในการยิงเลเซอร์ออกไปก่อนจะมีทั้งหมด 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่

  • สตรีมีครรภ์และกำลังให้นมบุตร เนื่องจากพลังงานเลเซอร์อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทารกและมารดา
  • กลุ่มผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับผิวหนัง เช่น โรคผิวหนังอักเสบ โรคผิวหนังติดเชื้อ โรคสะเก็ดเงิน โรคด่างขาว มีแผลสด หรือเพิ่งรับการผ่าตัดและแผลผ่าตัดยังไม่สมานตัวดี รวมถึงผู้ที่ยังมีสิวอักเสบ มีสิวหนอง ควรรักษาสิวให้หายก่อนรับบริการด้วยเช่นกัน

 

หากคุณมีโรคประจำตัวอื่นๆ ที่ทำให้รู้สึกกังวลว่าหรือไม่แน่ใจว่า ควรจะรับบริการยิงเลเซอร์หน้าใสหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์ประจำคลินิก ก่อนเข้ารับบริการ

เตรียมตัวอย่างไรก่อนทำเลเซอร์หน้าใส

  • งดออกไปเผชิญแสงแดดเป็นเวลาประมาณ 4-6 เดือนก่อนมายิงเลเซอร์ เพราะจะยิ่งทำให้ผลลัพธ์การยิงเลเซอร์ลดน้อยลง
  • งดใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทุกชนิดที่อาจสร้างความระคายเคืองต่อผิว เช่น ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มกรดวิตามินเอ (Retin-A) รวมถึงกรด AHA
  • งดเกาผิวหรือทำให้ผิวเป็นแผล
  • หากเกิดแผลสดก่อนมารับบริการ ควรเลื่อนนัดเพื่อไปรักษาแผลให้หายดีเสียก่อน เพื่อลดโอกาสติดเชื้อและความรู้สึกเจ็บระหว่างยิงเลเซอร์
  • ทาครีมเสริมความชุ่มชื้นที่ผิวขา เนื่องจากผิวที่แห้งขาดความชุ่มชื้นจะมีโอกาสรู้สึกเจ็บหรือคันระคายเคืองระหว่างยิงเลเซอร์ได้มากกว่า

การดูแลตนเองตนเองหลังยิงเลเซอร์หน้าใส

  • หลีกเลี่ยงการออกไปเผชิญแสงแดดจัดๆ เพราะต่อให้เลเซอร์มาบ่อยแค่ไหน แต่หากคุณยังคงออกไปโดนแสงแดดซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้ผิวหมองคล้ำอยู่บ่อยๆ ก็ยากที่ผิวจะกลับมาเปล่งปลั่งได้ตามที่ต้องการ
  • ใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือให้เป็นเวลา คุณอาจไม่รู้ว่า นอกจากแสงแดดข้างนอก แสงจากอุปกรณ์ไอทีต่างๆ รวมถึงแสงไฟเหนือศีรษะในห้องที่คุณใช้งานทุกวันก็มีส่วนทำร้ายผิวของคุณได้
  • ทาครีมกันแดดอยู่เสมอ โดยควรมีค่า SPF 30+ หรือ 50+ และควรทาตลอดไม่เว้นแม้แต่เวลาทำงานอยู่แต่ในห้อง เพราะไฟในห้อง รวมถึงไฟจากหน้าจอโทรทัศน์ หน้าจอคอมพิวเตอร์ ก็มีส่วนทำให้ผิวของคุณคล้ำหมองลงได้เช่นกัน
  • ไม่แกะ แคะ หรือบีบสิว พฤติกรรมนี้คือบ่อเกิดของรอยดำต่างๆ และหลุมสิว ที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานจึงจะลบให้หายไปได้นอกเหนือจากคุณจะใช้เครื่องสำอางช่วยปกปิด นอกจากนี้ยังสร้างความเสียหายทำให้ผิวเป็นแผลด้วย
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อให้ร่างกายรวมถึงผิวหนังทุกส่วนได้รับความชุ่มชื้นอย่างต่อเนื่อง ลดโอกาสที่ผิวจะแห้งและทำให้เกิดปัญหาหมองคล้ำตามมาอีก นอกจากนี้การดื่มน้ำยังจะช่วยให้สุขภาพของคุณแข็งแรงอีกด้วย
  • รับประทานผักผลไม้ที่มีประโยชน์ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและสารบำรุงผิวหนังเพียงพอ โดยวิตามินกลุ่มที่ช่วยดูแลผิวได้ดีจะเป็นกลุ่มวิตามินซี เช่น ส้ม แอปเปิล สตรอว์เบอร์รี องุ่น กีวี หรือมะเขือเทศ

รีวิวเลเซอร์หน้าใสที่ Mersi Clinic